บรรเทาอาการไอให้หายเร็วที่สุด ด้วยวิธีง่ายๆ

เป็นหวัด เป็นหอบหืด คอแห้ง ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นโรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ สูบบุหรี่ วัณโรค หลอดลมโป่งพอง ไปจนถึงผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้เรามีอาการไอ ทั้งไอแห้ง ไอแบบมีเสมหะ หรือไอเรื้อรัง แต่ไม่ว่าจะไอแบบไหน ก็สร้างความรำคาญให้กับเราได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน จนบางครั้งไอจนหน้าดำหน้าแดง แถมไอในที่สาธารณะอย่างบนรถโดยสารก็กลัวคนจะมองค้อน  เข้าใจคุณดี จึงขอแนะนำวิธีบรรเทาอาการไอให้ลดลงโดยเร็วที่สุด ทั้งง่าย และได้ผลแน่นอน

  • ดื่มน้ำให้มากขึ้น
    เริ่มต้นง่ายๆ กับการดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากขึ้น ใครที่มีเสมหะในคอ น้ำก็จะช่วยละลายเสมหะให้น้อยลงได้ ส่วนใครที่มีอาการไอแห้งๆ น้ำก็จะช่วยให้ความชุ่มชื้นในลำคอได้ ทำให้มีอาการระคายเคืองภายในคอลดลงเช่นกัน
  • ดื่มน้ำอุ่น
    หากเลือกที่จะดื่มน้ำให้มากขึ้นแล้ว ควรเลือกดื่มน้ำอุ่นแทนการดื่มน้ำเย็น เพราะน้ำอุ่นจะช่วยละลายเสมหะ และให้ความชุ่มชื้นภายในลำคอได้ดีกว่าน้ำเย็น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งมะนาวระหว่างวันได้เช่นกัน
  • อาบน้ำอุ่น
    ข้างในอุ่นแล้ว ข้างนอกก็ต้องอุ่นด้วย การอาบน้ำอุ่นนอกจากจะช่วยลดน้ำมูกได้แล้ว ยังดีต่อร่างกายของคนที่เป็นหวัด และภูมิแพ้อีกด้วย
  • อมยาแก้ไอ
    อย่าคิดว่าอาการไอจะหายไปได้เองง่ายๆ หากมีอาการไอจนตัวงอ ไอจนเพื่อนข้างๆ รำคาญ ควรรีบหายาแก้ไอมาอมด่วนๆ เพราะในยาแก้ไอจะมีส่วมประกอบที่จะช่วยลดอาการระคายเคืองภายในลำคอได้
  • ใช้เครื่องทำความชื้นในอากาศ
    บ้านไหนที่เปิดเครื่องปรับอากาศนอน ตกกลางคืนอากาศอาจจะแห้งจนทำให้อาการไอแย่หนักไปกว่าเดิม แม้ว่าอากาศในบ้านเราจะค่อนข้างร้อนชื้นอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการระคายเคืองคออยู่แล้ว อากาศแห้งๆ เย็นๆ จะยิ่งทำให้อาการไอเป็นหนักกว่าเดิม และอาจมีอาการคัดจมูกร่วมด้วย ดังนั้นหากใช้เครื่องทำความชื้นภายในห้องนอน ก็จะช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองคอได้

Note : เครื่องทำความชื้น เป็นเครื่องที่เสียบปลั๊กแล้วมีไอน้ำพุ่งออกมา สามารถเพิ่มความชื้นในอากาศภายในห้องได้ (โรงพยาบาลบางแห่งจะมีเครื่องเพิ่มความชื้นในห้องผู้ป่วย) จะกลิ่นหอมๆ หรือไม่มีกลิ่นก็ได้ แล้วแต่คนชอบ แต่หากเลือกกลิ่นที่ช่วยให้หลับดี เช่น กลิ่นดอกคาโมมายด์ กลิ่นลาเวนเดอร์ ก็จะช่วยให้เรานอนหลับง่าย พักผ่อนได้เต็มที่ไปด้วย

 

  • งดสูบบุหรี่
    ใครที่สูบบุหรี่ควรงดการสูบบุหรี่ในช่วงที่มีอาการไอเด็ดขาด เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ระคายเคืองคอมากยิ่งขึ้น และยังอาจทำให้มีเสมหะมากขึ้นได้อีกด้วย (แต่อยากจะแนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ไปเลยจะดีกว่า เพราะการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคหลอดลมโป่งพอง และโรคอันตรายอื่นๆ อีกมากมาย)

หากคุณไม่ใช่คนที่สูบบุหรี่ ก็ควรอยู่ให้ไกลห่างจากผู้ที่สูบบุหรี่ หรือกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ด้วยเช่นกัน

  • งดใช้น้ำหอม สเปรย์ต่างๆ
    ส่วนประกอบของน้ำหอม และสเปรย์ต่างๆ (รวมถึงสเปรย์น้ำหอมปรับอากาศ) การทำให้โพรงจมูกมีอาการระคายเคืองได้ และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีเสมหะเพิ่มมากขึ้น หรือไอเรื้อรังได้

หลีกเลี่ยงฝุ่น ควันต่างๆ
นอกจากน้ำหอม และสเปรย์แล้ว อากาศรอบตัวอย่างอากาศแห้งๆ จากเครื่องปรับอากาศภายในสำนักงาน ฝุ่นควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ ควันจากการทำอาหาร มลพิษทางอากาศเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองในโพรงจมูก และลำคอได้ ดังนั้นขณะที่มีอาการไอ ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตัวเองจากมลพิษทางอากาศเหล่านี้ด้วย

  • นอนพักผ่อนให้มากขึ้น
    ส่วนใหญ่แล้ว อาการไอที่แย่ลงเรื่อยๆ หรือหายช้า เป็นเพราะร่างกายไม่มีเวลาที่จะซ่อมแซมตัวเอง เพราะเราใช้ร่างกายของเราหนักเกินไปจนพักผ่อนน้อยนั่นเอง ดังนั้นหากรู้ตัวว่าป่วย ไอหนักมาก ควรรีบเข้านอนแต่หัววันตั้งแต่อากาศยังไม่เย็นมากจนเกินไป และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • พบแพทย์
    ทางสุดท้ายที่จะเพิ่งได้ คือการพบหมอให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เพราะอาการไอที่เราเป็นมานาน ทำทุกอย่างแล้วก็ไม่หาย อาจจะไม่ใช่อาการไอธรรมดาๆ โดยอาการไออาจจะเป็นเพียงอาการเบื้องต้น ที่เป็นสัญญาณเตือนถึงโรคอันตรายอื่นๆ ได้ ดังนั้นการพบแพทย์ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่อาการไอไม่ดีขึ้นเลยภายใน 1-2 สัปดาห์

สะอึกบ่อย แก้อย่างไร

หลายๆ ท่านคงจะมีประสบการณ์ในการ “สะอึก” มาบ้างแล้ว และทราบดีว่าการที่จะทำให้หยุดสะอึกอย่างจงใจนั้นไม่สามารถจะกระทำได้ การสะอึก (hiccup) เป็นอาการที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอดและช่องท้องที่เกิดขึ้นเองโดยไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดการหายใจเอาอากาศเข้าไปก่อน และจะหยุดหายใจเข้านั้น ทันทีทันใด เนื่องจากทางเข้าหลอดลมจะปิด ทำให้เสียงดังของการสะอึกเกิดขึ้นทุกครั้งไป

อาการสะอึกเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกะบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอด และช่องท้องที่เกิดขึ้นเองได้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากมีสิ่งมากระตุ้นเส้นประสาท 2 เส้น คือ เส้นประสาทเวกัส vagus nerve และเส้นประสาทฟรีนิก phrenic nerve ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเสียงสะอึกที่เกิดขึ้นมาจากการหายใจออกขณะที่กะบังลมเกิดการกระตุกทันทีทันใด ทำให้เกิดเสียงดังของการสะอึกขึ้น อาการสะอึกอาจเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ และหายไปได้เอง อาจใช้เวลาเป็นวินาทีหรือ 2-3 นาที ซึ่งอาจพบได้บ่อยๆ แต่ถ้าหากสะอึกอยู่นานๆ เป็นครั้งค่อนชั่วโมงหรือเป็นวันๆ อาจจะต้องหาสาเหตุว่ามาจากโรคของอวัยวะต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น โรคเกี่ยวกับอวัยวะในช่องท้อง ในช่องปอด ในระบบสมองและประสาทส่วนกลาง เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสะอึกที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับจะมีความหมายมากกว่าการสะอึกในเวลากลางวัน

กลไกการสะอึก

ขณะที่หายใจเข้า กะบังลมที่อยู่ตอนล่างของช่องอกจะเคลื่อนลงล่าง ทำให้ปอดขยายตัว และดึงดูดให้อากาศเข้าปอด
กะบังลมเกิดการกระตุก ทำให้ลมหายใจตีกลับขึ้นข้างบน ขณะที่ลิ้นกล่องเสียงปิด ตัดกระแสลม ทำให้เกิดเสียงสะอึกขึ้น
ในที่สุดลิ้นกล่องเสียงเปิด กะบังลมคลายตัว และลมหายใจออกจากปอด
แม้ว่ากลไกการเกิดการสะอึก ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาการนี้อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง โดยศูนย์กลางของการสะอึกจะอยู่บริเวณก้านสมองบริเวณเมดัลลา แล้วเชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้นด้วยเส้นประสาทเวกัสและเส้นประสาทฟรีนิก

5 วิธีออกกำลังกายอย่างไร ให้เผาผลาญเยอะ

1. วิ่ง วิธีออกกำลังกายลดน้ำหนักยอดฮิตก็มีการวิ่งที่ติดอันดับต้น ๆ เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่รีดไขมันได้ทุกส่วน แถมไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย วิ่งได้ทั้งในและนอกสถานที่อีกด้วย ฉะนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก สวมรองเท้าวิ่งให้พร้อม แล้วออกสตาร์ทวิ่งไปเรื่อย ๆ อย่าหยุดพัก ต่อเนื่องกันให้ถึง 30 นาที โดยวิ่งในอัตราความเร็วที่ 12 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็รีดไขมันไปเลย 500 กิโลแคลอรีเต็ม ๆ

2. ออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) ยกตัวอย่างเช่น การสควอท วิดพื้น เล่นเวท หรือซิทอัพ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายเพื่อช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ทำให้ไขมันและน้ำตาลที่แอบซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อถูกดึงออกมาเผาผลาญให้เป็นพลังงาน แล้วก็โชว์กล้ามเป็นมัด ๆ แทนไขมันพอกพูน และก็แน่นอนค่ะว่าการเล่นเวทเพียง 30 นาที พัก 30 วินาทีต่อเซต จะช่วยเบิร์นไขมันได้ถึง 500 กิโลแคลฯ ได้อยู่แล้ว

3. ออกกำลังกายแบบ Interval Training
ถ้าคิดว่าการออกกำลังกายแบบเดิมช่วยเผาผลาญไขมันได้น้อย แถมยังใช้เวลานาน ก็ลองเปลี่ยนมาออกกำลังกายแบบอินเทอร์วอลดูบ้างก็ได้ค่ะ เช่น แทนที่จะวิ่งในอัตราความเร็วเท่า ๆ กันนาน 1 ชั่วโมง เราก็วิ่งอัตราปกติสลับกับวิ่งเร็ว ๆ เพิ่มความเข้มข้นในการออกกำลังสัก 1-2 นาที จากนั้นค่อยลดความเร็วมาในระดับปกติ ทำอย่างนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ จากที่ต้องวิ่งนานเป็นชั่วโมงเพื่อให้เบิร์นได้มากขึ้น คราวนี้ก็จะใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที แต่เผาผลาญได้มากกว่า

4. ว่ายน้ำ นับเป็นการออกกำลังกายที่ดึงพลังงานไปใช้ได้เยอะมาก ๆ อีกวิธีหนึ่ง ทั้งการว่ายน้ำยังดีต่อผู้ที่ไม่สะดวกจะวิ่ง หรือออกกำลังกายที่ต้องใช้ข้อต่อมาก ๆ เนื่องจากมีปัญหาเจ็บข้อเจ็บเข่า ดังนั้นหากกำลังมองหาวิธีเผาผลาญไขมันที่ดีและรวดเร็ว แนะนำให้ว่ายน้ำต่อเนื่อง 30 นาที ซึ่งจะช่วยเบิร์นได้ 500 กิโลแคลอรี

5. ปั่นจักรยาน
สายปั่นทั้งหลายต้องอ่านให้ดี ๆ เชียวค่ะ เพราะการปั่นจักรยานเพื่อเบิร์นไขมันได้ 500 กิโลแคลอรีภายใน 30 นาทีนั้น ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็เผยว่า ควรต้องปั่นจักรยานด้วยระดับความเร็วประมาณ 25-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงจะเผาผลาญไขมัน 500 กิโลแคลอรีได้สำเร็จ ทว่าหากเพิ่มระดับความเข้มข้น คือปั่นแบบสปรินท์ประมาณ 1.25 นาที สลับกับปั่นปกติไปแบบนี้เรื่อย ๆ หรือปั่นจักรยานขึ้นทางชัน แบบนี้ก็จะช่วยเผาผลาญได้มากขึ้นอีกพอตัวเลยจ้า

แม้วิธีลดน้ำหนักที่ดีจะสำเร็จได้เพราะการควบคุมอาหารเป็นส่วนใหญ่ ทว่าการออกกำลังกายเผาผลาญไขมันในร่างกายควบคู่กันไปก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่อย่างไรก็ดี ใจความหลัก ๆ ในการลดน้ำหนักและได้สุขภาพดี ๆ คือต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดสารอาหาร

อาหาร เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับร่างกาย เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานในการหล่อเลี้ยงชีวิต ดังนั้นการทานอาหารไม่ใช่ว่าแค่เพื่อให้อิ่มในแต่ละมื้อเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณค่า สารอาหารที่ร่างกายต้องการและการดูดซึมสารอาหารของร่างกาย เพื่อนำไปใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้หาทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ ซึ่งก็จะมีผลเสียตามมามากมายเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นมาดูกันดีกว่าว่า เมื่อร่างกายขาดสารอาหาร จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สาเหตุของการขาดสารอาหาร

การขาดสารอาหาร อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้

1.อาหารที่ทานในแต่ละมื้อมีสารอาหารน้อยเกินไป อาจจะมีสาเหตุมาจากการปรุงที่ผ่านความร้อนนานเกินจนเสียคุณค่าสารอาหารและวิตามิน

2.การดูดซึมสารอาหารของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในกลุ่มสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรจะต้องการวิตามินและแร่ธาตุมากกว่าปกติ ในกลุ่มนักกีฬาก็จะต้องการเกลือแร่และวิตามินมากกว่าคนทั่วไป

3.การรับประทานอาหารบางอย่างที่มีผลรบกวนต่อการดูดซึม หรือทำลายวิตามิน เช่นคนที่ชอบดื่มชา กาแฟก่อนทานอาหาร จะทำให้สารแทนนินเข้าไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารของลำไส้เล็ก

สำหรับอาการหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อร่างกายของคุณ ขาดสารอาหารก็มีดังนี้

1.ผมร่วง

เมื่อร่างกายขาดสารอาหาร ทำให้เส้นผมได้รับอาหารไม่เพียงพอจึงเกิดอาการผมร่วง ไม่เงางามได้ ซึ่งก็ป้องกันได้ด้วยการทานอาหารประเภทโปรตีน เสริมธาตุเหล็กจากการทานผักใบเขียวและตับ วิตามินต่างๆจากธัญพืชและผัก เป็นต้น

2.อาการคันตามผิวหนัง

ผิวหนังแห้ง ตกสะเก็ด ลอกและมีอาการคัน ก็เป็นอาการของภาวะขาดสารอาหารเช่นกัน ซึ่งควรทานอาหารที่มีวิตามินอีสูง เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดทานตะวัน เพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นมากขึ้น

3.กระดูกพรุน

ภาวะกระดูกพรุน บาง เกิดจากการขาดแคลเซียม ควรเสริมด้วยการทานปลาตัวเล็กตัวน้อย งา ชีส นม เต้าหู้ ไข่แดง บล็อคโคลี และหมั่นออกเดินรับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี ตามธรรมชาติเพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูก

4.หลงลืมง่าย

การหลงลืมง่าย เกิดจากการขาดวิตามินบีรวม ซึ่งพบได้ในธัญพืช ถั่ว จมูกข้าว ผักใบเขียว น้ำมันปลา

5.เหนื่อยง่าย

อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเกิดจากร่างกายขาดวิตามินบี ธาตุเหล็ก และธาตุอาหารอื่นๆ สามารถทานธัญพืชต่างๆ รวมถึงผัก ผลไม้ ไข่แดง และนมเพื่อลดอาการเหนื่อยล้าได้

ภาวะขาดเกลือแร่และวิตามินตามที่กล่าวมาข้างต้น เป็นอาการของผู้ที่โภชนาการไม่สมดุล เมื่อคุณหรือบุคคลในครอบครัวมีอาการดังกล่าว ควรได้รับการดูแล ปรับปรุงมื้ออาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นวิตามิน และเกลือแร่บำรุงในส่วนที่ขาด ควบคู่กับการออกกำลังกาย เพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมามีสุขภาพดีโดยเร็ว

แค่ออกกำลังกายชีวิตก็เปลี่ยน ออกกำลังกายให้ถูกวิธี

สุขภาพดีเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่อาจหาซื้อได้ เหมือนที่ใครหลายคนชอบพูดว่า สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง” และการออกกำลังกายให้ได้ประโยชน์สูงสุดต้องเลือกรูปแบบ ระยะเวลา ความหนัก รวมถึงความถี่ของการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเพศ วัย สภาพร่างกาย สภาพสิ่งแวดล้อม และจุดประสงค์ของแต่ละคน จึงจะนำไปสู่วินัยในการออกกำลังกาย

  • อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายแข็งแรงขึ้น ทั้งหัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิต กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อต่าง ๆ ฯลฯ
  • ลดความเครียด สมองปลอดโปร่ง แจ่มใส นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น
  • ลดค่าใช้จ่ายรักษาโรคระยะยาว
  • ลดไขมันในเลือด
  • ร่างกายเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงานได้ดีกว่าเดิม
  • ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง
  • ปรับระดับฮอร์โมนให้สมดุล
  • ลดอัตราเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่
  • เสริมความจำให้ดีขึ้น

นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงและอันตรายจากการบาดเจ็บ

  • ต้องมีการวอร์มและคูลดาวน์ทุกครั้งอย่างน้อย 3-5 นาที จะช่วยลดโอกาสบาดเจ็บได้ เนื่องจากจะต้องเร่งการทำงานของหัวใจขึ้นอย่างเฉียบพลัน การอบอุ่นกล้ามเนื้อและการยืดเส้นยืดสายเตรียมความพร้อมให้ร่างกายพร้อมรับมือกับปญหาต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น
  • เริ่มออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม สำหรับมือใหม่ในช่วงเริ่มต้น แนะนำให้ออกกำลังกายไม่เกิน 30 นาที จากนั้นเมื่อร่างกายเกิดความเคยชินจึงเพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้นตามความสามารถของร่างกาย
  • ก่อนออกกำลังกายทุกรูปแบบ ห้ามปล่อยให้ท้องว่างเด็ดขาด ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายประมาณ 1-2 ชั่วโมง แต่ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากจนเกินไป