หมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์

โรคเอดส์ส่วนใหญ่จะมีคนเข้าใจผิดในบางเรื่อง ที่เกี่ยวกับโรคนี้ ถึงการติดเชื้อและการแพร่เชื้อของผู้ป่วย คิดกันไปเองว่าน่าจะติดทางนั้นได้ทางนี้ได้ โดยไม่ได้ศึกษาถึงโรคเอดส์นี้บางเลย

เชื่อในสิ่งที่ผิด

บางคนคิดว่าการรักษาโรคเอดส์น่าจะมีวิธี ที่แปลกๆจะช่วยในการรักษาได้ อย่างการล้างพรหมจรรย์ ในอินเดียและไทยไม่ได้ช่วยอาไรได้เลย แม้แต่แพทย์ทางเลือก หรือหลังจากการมีเพศสัมพันธ์แล้วอาบน้ำทันที่ก็ไม่สามารถช่วยได้ และแม้แต่การทำออรัลเซ็กส์ก็อาจจะติดเอดส์ได้เหมือนกันบางคนคิดว่าไม่น่าจะติดได้ แพทย์จึงแนะนำว่าควรใส่ถุงยางอนามัยไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ทางใดก็ตาม หรือแม้แต่สวมถุงยางอนามัยแล้วก็ตามก็ยังไม่สามารถช่วยได้เต็มที่ เพราะอาจจะเจอปัญหา ถุงยางรั่ว ถุงยางแตก หรือถุงยางหลุด ขณะมีเพศสัมพันธ์

และการโดนยุงกัดก็อาจจะติดเชื้อเอชไอวีได้ เป็นการเชื่อที่ผิดการที่เราโดนยุงกัดนั้นเชื้อของเอชไอวีไม่สามารถ ออกมาจากตัวยุงได้ บางคนยังคิดอีกว่าไม่ทีอาการก็ไม่สามารถเป็นเอดส์ได้ เพราะในบางคนอาการของโรคเอดส์ไม่ออกอาการอยู่ได้นานเป็นสิบปี แต่อาจจะทำให้เป็นโรคอื่นที่รุนแรงขึ้นมาก็ได้ อย่างเยื่อหุ้มสมองอักเสบ วัณโรค และการใช้ชีวิตรวมกับผู้ป่วยก็ไม่สามารถทำให้คนรอบข้างนั้นตายไวไปด้วย นั้นคือเป็นความเชื่อในสิ่งที่ผิด และการที่มารดาตั้งท้องในขณะที่เป็นโรคเอดส์ ในสมัยนี้ก็ไม่ทำให้ลูกต้องติดเชื้อเอดส์ไปด้วยได้เหมือนกัน

เพราะได้มียาคุมไวรัสนี้ได้แล้ว และเชื้อ เอชไอวีไม่สามารถติดต่อโดยการสัมผัสน้ำลาย ปัสสาวะ น้ำตาและเหงื่อได้ แม้กระทั่งกายหายใจ หรือจูบกัน กินอาหารโต๊ะเดียวกัน เข้าห้องน้ำรวมกัน และเราสามารถใช้ชีวิตรวมกับผู้ป่วยได้ 

การแพร่เชื้อโรคเอดส์

การแพร่เชื้อของโรคเอดส์นั้นมีการแพร่เชื้อได้เพียงการเอาของเหลวจากร่างกายของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้นผ่านร่างกายของอีกคน อย่างการร่วมเพศโดยไม่สวมถุงยางอนามัย หรือสัมผัสช่องคลอดของผู้เป็นโรคเอดส์ และการให้นมแม่สู่ลูก และการที่เราได้สัมผัสเลือดของผู้ป่วยอย่างการใช้เข็มฉีดยารวมกัน

การทีเราหลงเชื่อในสิ่งที่ผิดว่าเอดส์ควรจะติดได้ โดยแค่สัมผัสนั้นเป็นความเชื่อที่ผิดในสมัยนี้เอดส์ยังไม่น่ากลัวเพราะได้มียาช่วยทำการรักษาได้ แต่การที่เราจะมีเพศสัมพันธ์กับคนนอกบ้านก็ควรสวมถุงยางอนามัยป้องกันไว้เป็นการดีที่สุด จะได้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกังวนกับเรื่องใดเลย

 

ขอขอบคุณ  ชุดตรวจ hiv  ผู้ให้การสนับสนุน

สร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ภูมิคุ้มกันคืออะไร? อธิบายให้เข้าใจกันในแบบง่ายๆนั้นคือ การที่เราไม่สบาย มีการเจ็บไข้ นั้นหมายความว่าร่างกายเรานั้นอ่อนแอจนทำให้เชื่อโรค เชื้อไวรัส เดินทางเข้าสู่ร่างกาย แล้วทำให้ไปรบกวนการทำงานระบบในร่างกายต่าง การที่เชื้อไวรัสเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้นั้นก็คือ การที่ภูมิคุ้มกันเรานั้นไม่แข็งแรงพอที่จะต่อต้านเชื่อไวรัสพวกนั้นไว้ได้ แน่นอนว่าไม่มีใครไม่เคยเป็นหวัดหรือไม่สบาย ร่างกายของคนเรามันจะมีช่วงที่ภูมิคุ้มกันลดลงจนทำให้ร่างกายอ่อนแอจนเข้าภาวะไร้ภูมิคุ้มกัน

แต่ไม่ได้แปลว่าภูมิคุ้มกันจะหายออกไปหมด ยกตัวอย่างเช่น ในผู้หญิงที่อยู่ช่วงเป็นประจำเดือน ร่างกายจะรู้สึกเหนื่อย เมื่อย ซึ่งเป็นช่วงของเสียเลือด ช่วงนี้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้หญิงจะลดลง บางคนถึงกับไม่สบายในช่วงที่เป็นประจำเดือนพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า ไข้ทับฤดู เป็นต้น ร่างกายคนเราสามารถอ่อนแอได้ทุกเมื่อ และสาเหตุหลักๆของการที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันนั้นอ่อนแอลงคือ

  • การที่เรานั้นพักผ่อนมาเพียงพอ ซึ่งเป็นสาเหตุที่จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้น
  • ไม่ออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นจะเป็นตัวกระตุ้นระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันได้อย่างดี เพราะจะทำให้สารเคมีในร่างกายเกิดความสมดุล ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น
  • รับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารประเภทน้ำตาล แป้ง ไขมัน ที่ปริมาณมากเกินไป เพราะอาหารเหล่านี้ไม่มีวิตามินและแร่ธาตุที่จะเข้าไปช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน
  • ความเครียดสะสม ซึ่งสาเหตุนี้นั้นเป็นผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเรารู้สึกเครียด ร่างกายจะหลังฮอร์โมนความเครียดออกมาได้เช่นเดียวกันกับกรณีพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้ร่างกายโทรมและอ่อนลง

จากปัญหาเหล่านี้ซึ่งเป็นสาเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันยากมาก เพราะการที่เราล้างกายอ่อนแอลง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอตามลงไปด้วย ทำให้เชื้อโรคแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าติด แต่แน่นอนว่าเรานั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มมันให้แข็งเพิ่มมากขึ้นได้ ไม่ว่าจะในคนที่อ่อนแอ หรือ คนที่แข็งแรงอยู่แล้ว ก็สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยวิธีดังนี้

  • งด / เลิก การสูบบุรี่
  • ควรรับประทานอาหารที่วิตามินและเกลือแร่ทุกมื้ออย่างผัก ผลไม้ ธัญพืช ในส่วนของอาหารประเภทไขมัน ควรเป็นไขมันอิ่มน้อย เพราะอย่างไรแล้วไขมันยังถือว่าเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
  • ออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
  • พักผ่อนให้เพียง ฝึกวินัยในการนอน และควรนอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมง
  • ก่อนรับประทานอาหารควรล้างมือให้สะอาด หรือหลังทำกิจกรรมก็แล้วแต่ก็ควรล้างมือทุกครั้ง เพราะมือจะเป็นส่วนแรกที่เรามักลืมว่าจะต้องหยิบจับอาหารเข้าปาก หรือนำไปขยี้ตา ซึ่งจะเป็นตัวนำพาเชื้อโรคอีกช่องทางได้เช่นกัน

สนับสนุนโดย  ร้านขายยามีชุดตรวจเอดส์ขายไหม

น้ำลายแมว มีเชื้อแบคทีเรีย เสี่ยงโรคไฟลามทุ่ง

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนอันตรายจากการให้แมวเลียหน้า เนื่องจากแบคทีเรียในน้ำลายแมวจะเข้าสู่รอยแผลกระตุ้นให้เกิดโรคติดเชื้อทางผิวหนัง และอาจมีอันตรายถึงกับขนาดทำให้เสียชีวิตได้

อธิบดีกรมการแพทย์ เผยออกมาว่า จากกรณีการเสนอข่าวสารว่ามีการรักษาสิวบนบริเวณใบหน้าที่น่าตกตะลึงของหญิงชาวอินโดนีเซีย โดยมีการให้แมวแท็บบี้นั่งบนตำราเรียน และก็รอเลียบริเวณใบหน้าขณะเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน เป็นเวลาถึง 3 เดือน ปรากฏว่าสิวบนบริเวณใบหน้าน้อยลง บริเวณใบหน้าดียิ่งขึ้นภายหลังจากให้แมวที่เลี้ยงเลียบริเวณใบหน้าแต่ละวัน จากข้อมูลดังที่กล่าวผ่านมาแล้วพบว่าในโพรงปากของแมว รวมทั้งในน้ำลายแมว จะมีแบคทีเรียประจำถิ่นไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งแบคทีเรียนี้ ไม่ก่อโรคในแมว ทั้งนี้หากว่าแมวกัดคนเป็นแผลรอยเขี้ยว แบคทีเรียในน้ำลายจะเข้าสู่คนทางรอยแผล ทำให้ติดโรคเป็นโรคไฟลามทุ่ง (Cellulitis) ถ้าเกิดรักษาไม่ทัน แบคทีเรียนั้นอาจจะลุกลามเข้ากระแสโลหิต ทำให้เสียชีวิตได้

น้ำลายแมว มีเชื้อแบคทีเรีย เสี่ยงโรคไฟลามทุ่ง
ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มว่า คนที่ชอบจะให้แมวเลียสิวบนบริเวณใบหน้า แบคทีเรียในน้ำลายแมวบางทีอาจผ่านสะเก็ดแผลเล็กๆ บนตุ่มสิวทำให้ติดเชื้อโรคเป็นโรคไฟลามทุ่งได้ ก็เลยไม่สมควรให้แมวเลียที่บริเวณใบหน้า หากแม้ไม่เป็นสิว แบคทีเรียบางทีอาจผ่านแผลเล็กๆ หรือเยื่อบุปาก เยื่อบุจมูกได้ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำปรึกษาเพิ่มอีกว่า คนที่เป็นสิวน้อย สามารถดูแลเองด้วยแนวทางล้างชำระล้าง ด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าล้างตาวันละ 2 ครั้ง ห้ามบีบแกะสิว ถ้าเกิดเป็นสิวมากมาย มีตุ่มแดง ตุ่มหนอง ควรจะไปพบหมอ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เนื่องจากว่าบางทีอาจแพ้ยา และกลายเป็นเชื้อดื้อยาได้

ใส่หมวกนานๆ แล้วหัวล้าน ชัวร์หรือมั่ว

ใส่หมวกนานๆ ระวังหัวล้าน คำเตือนจากผู้ใหญ่ ที่ได้ยินมานาน ทำไมไส่หมวกนานๆ ถึงจะหัวล้านล่ะ ในเมื่อสมัยนี้วัยรุ่นก็นิยมใส่หมวกกันเป็นแฟชั่นอยู่แล้ว ไม่เห็นเขาจะหัวล้านกันเลย ยังไงกันแน่นะ ความเชื่อนี้จริงหรือเปล่า

การสวมหมวกเป็นประจำ ทำให้หัวล้านจริงหรือไม่ ?

สาเหตุที่หัวล้านเนื่องจากผมร่วง ซึ่งสาเหตุของการผมร่วงนั้นมีหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือการมีเชื้อราบนหนังศีรษะ ซึ่งการใส่หมวกนานๆ ก็อาจทำให้ศีรษะอับชื้นเกิดเชื้อราได้และทำให้ผมร่วง แต่อย่าพึ่งด่วนสรุปไปเพราะการสวมหมวกเป็นประจำไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของเชื้อราบนหนังศีรษะ สาเหตุหลักของเชื้อราที่เกิดขึ้นบนหนังศีรษะนั้นไม่สามารถทราบสาเหตุที่ชัดเจนได้ เพราะอาจจะเกิดมาจากการติดใช้หวีร่วมกับผู้ติดเชื้อที่หนังศีรษะ หรืออุใช้ปกรณ์ทำผมร่วมกันกับผู้ป่วยมากกว่า แต่การสวมหมวกนานๆ เป็นประจำ อาจเป็นเพียงตัวเร่งที่ทำให้เชื้อราบนหนังศีรษะมีมากขึ้น หรืออาจเป็นตัวเร่งให้ผมร่วงมากขึ้นเมื่อเรามีความเสี่ยงที่ผมจะร่วงง่ายอยู่แล้วมากกว่า
ถึงแม้ว่าการสวมหมวกจะไม่ใช้สาเหตุหลักที่ทำให้ผมร่วง แต่การสวมหมวกนานๆ ในสภาพอากาศร้อนๆ เหงื่อท่วมหนังศีรษะ ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพผมเรานัก และยิ่งไม่สระผมทำความสะอาดผมแล้ว ยิ่งเสี่ยงต่อการทำให้ผมร่วง

ดังนั้นควรสวมหมวกเมื่อจำเป็น หรือสวมหมวกไม่นานมากจนเกินไป และถ้าหากในวันนั้นมีการใส่หมวก ในวันนั้นควรทำความสะอาดหนังศีรษะ และถึงแม้ไม่ได้ใส่หมวกก็ควรที่จะทำความสะอาดผมเป็นประจำ 2 วันสระ หรือวันเว้นวัน หากสระผมในเวลากลางคืน ก็ให้เป่าผมให้แห้งก่อนนอน หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นมี่เส้นผมและหนังศีรษะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ก่อนที่ผมจะร่วงมากจนสายเกินแก้

เมื่อมีโรคภัยหรือโรคไขมันในเลือดสูงมาเยือนควรทำอย่างไรดี

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรคภัยหรือโรค ไขมันในเลือดสูง หรือโรคอะไรต่างๆก็น่ากลัวทั้งนั้นแหละ เพราะคำว่าโรคก็ย่อมไม่มีใครที่อยากเป็นทั้งนั้น แต่ถ้าเราเป็นแล้วเกิดอาการเราควรดูแลอย่างไร อย่างเช่น

ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันนั้น เกิดจากภาวะตับอักเสบขึ้นกับตับอ่อน ทำให้มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีอาการหมดแรง เวียนหัว อาเจียนร่วมด้วย เพราะตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่บริเวณช่องท้องส่วนกลาง ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยและฮอร์โมนบางชนิด รวมไปถึงสารอาหารต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการ ตับอ่อนอักเสบส่วนใหญ่นั้นเกิดจาก นิ่วในถุงน้ำดี หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน ๆติดต่อกัน

ตับอ่อนอักเสบนั้น มักจะไม่มีอาการแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆร่วมด้วย และไม่เป็นอันตรายร้ายแรง ผู้ป่วยสามารถกลับไปหายเป็นปกติได้หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก็ต้องอยู่ในการควบคุมของหมอ เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการักษาต่อไป สิ่งสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคตับอ่อนอักเสบ คือสาเหตุที่ทำให้เกิด และรักษาป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีก

สาเหตุที่ทำให้เกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันนั้น อาจเกิดได้หลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่ 60-75 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี หรือผู้ที่ดื่มเหล้ามาก ๆเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ เราสามารถแบ่งออกเป็น 3 สาเหตุใหญ่ๆได้ดังนี้

  1. จากถุงน้ำดี

เนื่องจากตับอ่อนจะใช้ท่อน้ำดีร่วมกัน ดังนั้นนิ่วถุงน้ำดีที่ติดค้างอยู่ในท่อน้ำดี อาจทำให้เอนไซม์และสารที่ผลิตจากตับอ่อนไหลไม่ได้ตามปกติ เกิดการสะสมอยู่บริเวณดังกล่าวตับอ่อนจึงถูกย่อยสลายเอง เกิดเป็นตับอักเสบขึ้นได้

  1. จากแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดนั้น เป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้ โดยจะพบได้บ่อยในผู้ที่ดื่มสุราเป็ฯระยะเวลานาน ๆติดต่อกัน

  1. ตับอ่อนอักเสบจากยา

จากการรับประทานยา หรือสมุนไพรบางชนิดในปริมาณที่มากเกินกว่าร่างกายจำเป็น ทำให้สารที่ได้รับตกไปรวมอยู่และไม่สามารถกำจัดได้ และเอฟเฟกต์จากตัวยาบางชนิด อาจส่งผลให้ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันได้